หนีเที่ยว

posted on 13 Oct 2012 03:08 by acariclub in Diary, France, novel, Y

 

 

 

 

 

สวัสดีค่ะ

 

 

 

 

สัปดาห์ที่แล้วเราไม่อยู่ค่ะ หนีเที่ยว อิอิ

 

ไปเมือง Bordeaux มาค่ะ อ่านว่า บ่อคโด เป็นเมืองที่อยู่ทางใต้ของฝรั่งเศส มีชื่อเสียงมาโดยเฉพาะคนที่ชอบดื่มไวน์ เพราะเมืองนี้เป็นเมืองผลิตไวน์แดงค่ะ

 

การไปครั้งนี้ได้รับความมีน้ำใจที่แสนดีจากเพื่อนชาวฝรั่งคนหนึ่ง เธอพาเที่ยวด้วย แล้วยังให้พักในที่พักอีกด้วยค่ะ

 

 

 

ระหว่างทางจะเต็มไปด้วยไร่ไวน์ค่ะ

 

 

 
เราได้ไปเที่ยวไร่ไวน์ หรือไร่องุ่น ได้เข้าชาโตว์ หรือปราสาทของคนรวยที่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแห่งผลิตไวน์ ชาโตว์ของที่นี่จะล้อมไปด้วยไร่ไวน์สีเขียว เป็นภาพที่สวยดีค่ะ แย่หน่อยที่ฝนตก ถ้าแดดออกนะ ฮึ่ม
 

 

 

และภายในไร้ไวน์ ก็จะมีชาโตว์ค่ะ

มีหลายแห่งมาก และสวยกันไปคนละแบบ

อันนี้ดูเหมือนวังเลย

 

บานคนรวย เค้าบรรยายว่าภายในเนี่ยมีถึงสิบห้าเบดรูมแน่ะ

 

 

ภายในชาโตว์ไม่ได้ไปดูหรอกนะคะ ได้ไปแต่ส่วนที่เป็นโรงทำไวน์ค่ะ ได้ฟังขั้นตอนการผลิตไวน์ แล้วก็เครื่องมือต่างๆ รวมทั้งได้ชิมไวน์ชนิดต่างๆ ด้วยค่ะ มึนไปตามๆ กันเลยทีเดียว

 

 

 

ไวน์ที่เก็บไว้ในถังโอ๊ค แล้วก็เก็บไว้ในห้องใต้ดินอีกทีค่ะ

ในห้องใต้ดิน หนาวสุดๆ

 

 

อันนี้อร่อย

 

 

 

ไวน์แดงของที่นี่ขึ้นชื่อ ชิมไปชิมมาจึงได้รู้ว่า ที่รสชาติของไวน์มีความเปรี้ยวบ้างฝาดบ้างไม่เท่ากันก็เพราะชนิดขององุ่นที่ใช้ทำค่ะ เราจำชื่อขององุ่นได้ไม่หมด มีหลายชื่อปลูกเรียงกันเป็นแถวค่ะ แต่จำได้ว่าถ้าอันไหนมีพันธุ์แมเวล หรืออะไรสักอย่างเนี่ย จะรู้สึกว่าเปรี้ยวมากกว่าฝาด ค่อนข้างอร่อยกว่า ในความรู้สึกของเรานะ อิอิ

 

แต่ดีกรีก็จะประมาณเท่าๆ กัน ส่วนอันที่บ่มเก็บไว้นาน ที่ขวดไวน์จะเขียนปีที่ผลิตเอาไว้ เราว่ายิ่งไวน์อายุมาก ก็จะยิ่งดื่มง่ายไม่บาดคอ เหมือนกับว่ามันจะนุ่มๆ สุขุมๆ ฮ่าๆ

 

โดยรวมแล้วก็ได้ความรู้เยอะดีค่ะ แต่ไม่ได้ซื้อไวน์ติดมือกลับมาสักขวดหรอก

 

ส่วนตัวแล้วชอบไวน์ขาวมากกว่าค่ะ เพราะรู้สึกว่ามันหวานกว่า ทำให้อร่อยกว่ายังไงไม่รู้สิ

 

 

 

 

เรื่องเล่าจากการหนีเที่ยวก็มีแต่เพียงเท่านั้น

จบ....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เอ่ หรือยังไม่จบดี ฮี่ๆ

 

เดิมทีอัพไปแล้ว ก็คิดว่ามันสั้นไป แถมรูปก็ตะกี้ขี้เกียจโหลดใส่

 

 

 

แต่เปลี่ยนใจ โหลดให้ดีกว่า แล้วก็เพิ่มอีกอย่างให้ด้วย

 

พอดีเปิดไปคุ้ยไปในเครื่อง จัดการไฟล์ขยะนิดหน่อย บังเอิญไปเจอตอนพิเศษที่เขียนไม่จบเพราะไอเดียหมด แต่งมาเพราะอารมณ์ล้วนๆ

 

เรื่องนี้เกิดจากช่วงที่ส่งดีพีเอ๊กซ์ ตอนจะไปตีพิมพ์กับสนพ.สะพานนั้น บก.ได้บอกให้เราเขียนตอนพิเศษเพิ่มค่ะ เพื่อคนซื้อหนังสือจะได้อะไรพิเศษที่แตกต่างจากคนที่อ่านในเว็บด้วย

 

บอกตามตรงตอนนั้นเรื่องของบลูกับเลในสมองเรา จบไปแล้วค่ะ มันแป๊กไปแล้ว

 

 

จนปัญญาจะเสาะหาเนื้อเรื่องของสองคนนั้นออกมาได้อีก

 

แต่อย่างไรก็ตามตอนนั้นก็พยายามเค้นสุดใจขาดดิ้น

 

 

มีอารมณ์เพี้ยนเพราะกำลังคลั่งหนังเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องโปรด ชื่อเรื่อง เรสิเด้นท์อีวิล เราชอบภาคหนึ่งมาก ดูแล้วเก็บเอาไปฝันว่าซอมบี้วิ่งไล่ด้วย หลอนจนตื่นมาเหงื่อแตกเหงื่อแตน ดูความอินของคนสิ ฮ่าๆ

 

จากนั้นก็เลยชื่นชอบเรื่องนี้มาก เพราะเป็นหนังไม่กี่เรื่องที่ทำให้เรากลัว และหลอนได้ขนาดนี้ จากนั้นก็พยายามติดตามทุกภาคเลยค่ะ ซึ่งคุณภาพของหนังก็แปรผกผันตามจำนวนภาค อิอิ เป็นเรื่องปกติ

 

ด้วยความคลั่งไคล้ เราก็เลยคลอด บลูเลเวอร์ชั่นเรสิเด้นท์อีวิลขึ้นมาค่า ^_^

 

อาจสั้นไป

 

 

 

คำเตือน : ระวังอารมณ์ค้าง

 

........

 

 

.....

 

 

 

 

ตอนพิเศษ ภาค Resident Evil _

 

 

 

 

 

ที่นี่เคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่มาก่อน

เนิ่นนานมาแล้วมันเคยเป็นอพาร์ทเม้นท์ที่มีร้านค้าเล็กๆอยู่ด้านล่าง เบื้องหน้าเป็นถนนเส้นยาวตัดผ่าน ทอดยาวเชื่อมต่อระหว่างเมืองถึงเมือง เคยมีรถราแล่นไปมาอยู่เสมอ เมืองนี้เคยเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สวยงาม

แต่บัดนี้มันไม่ใช่เช่นนั้นอีกแล้ว

เธอเดินเท้ารอนแรมมาพร้อมกับกระเป๋าเป้ใบย่อมบนหลัง และถุงสัมภาระกันน้ำเนื้อหยาบกระด้างบนไหล่ขวาซึ่งเก็บตกมาได้ระหว่างทางที่ผ่านมา ความจริงเรื่องกันน้ำไม่จำเป็นสำหรับที่นี่ เท่าที่จำได้ เธอไม่พบเจอเม็ดฝนมาเกือบปีแล้ว

เปลวแดดกระทบพื้นจนแทบจะขึ้นเป็นไอบนพื้นลานจอดรถคอนกรีตนั้นก็เป็นหลักฐานอย่างดี มันไม่เคยได้รับความชื้นใดๆ จากโลกที่กำลังจะตายอย่างช้าๆ แห่งนี้ ภูมิทัศน์อันแห้งแล้งเริ่มคุ้นเคยในสายตาของเธอ อีกไม่นานที่นี่คงกลายเป็นทะเลทรายเหมือนกับที่อื่นๆ ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดรอดพ้นจากไวรัสร้ายได้สักราย

เช่นเดียวกับคณะเดินทางของผู้รอดชีวิตที่เคยรอนแรมด้วยกันมา ล้วนตกเป็นเหยื่อของไวรัสร้าย ถ้าไม่ใช่จากมนุษย์ซอมบี้ที่หิวกระหาย ก็เป็นสัตว์ซอมบี้ที่โหยหิวไม่ต่างกัน ไวรัสนี้ติดต่อผ่านของเหลวในร่างกาย แค่กัดก็นำพาไวรัสเข้าสู่ร่างเหยื่อได้ง่ายๆ และเหยื่อจะหมดความควบคุมตนเอง ตอบสนองเพียงความต้องการพื้นฐานของชีวิต นั่นคือการหาอาหาร มันไม่ต้องการอะไรนอกจากอาหาร มันไม่เคยรู้จักคำว่าอิ่ม ถ้ามันเห็นอาหาร มันพร้อมจะกัดกินได้ทุกเมื่อ

เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแค่ไหน แต่ตราบใดที่เธอยังไม่ติดเชื้อบ้านั่น เธอก็จำเป็นต้องดิ้นรนต่อไป ไม่ยอมแพ้ ถึงแม้ในตอนนี้จะรู้สึกโดดเดี่ยวแค่ไหนก็ตาม

ชเลกระชับสายเป้ในมือแน่น สะพายถุงสัมภาระพาดเฉียงไปไว้ด้านหลังพลางคว้ากระบองเหล็กที่เหน็บบั้นเอวออกมา เตรียมพร้อมระแวดระวัง อาคารแห่งนี้เงียบเชียบเกินไป เธอแหงนหน้ามองอาคารสูงห้าชั้นด้วยคอตั้งบ่าพลางย่นหัวคิ้วเข้าหากัน ไม่อยากเข้าไปข้างในแต่ก็ต้องเข้า เพราะตอนนี้เธอไม่เหลืออาหารอะไรในกระเป๋าอีกแล้ว มินิมาร์ทนั่นคือความหวังเดียวของเธอ เมืองนี้เป็นเมืองเล็ก เธอเชื่อว่าน่าจะพอมีอาหารหลงเหลือบ้าง ไม่รอช้า ขาเรียวนำพาบูตหนาครึ่งแข้งให้ย่ำเข้าไปภายในอย่างช้าๆ

ภายในอาคารค่อนข้างเย็นกว่าภายนอก แต่ไม่น่าอาศัยอยู่ในความรู้สึกของชเล เธอคิดว่าที่นี่อันตราย

พลันร่างไหวเอนร่างหนึ่งก็เดินขโยกเขยกมาจากประตูห้องข้างๆ มันตรงเข้ามาหาเธอด้วยความอืดอาด ชเลขยับตัวถอยห่าง พลางเหลือบไปเห็นซอมบี้อีกสองตัวในทิศตรงกันข้าม มันเดินเชื่องช้าไม่ต่างกัน

การต่อสู้กับเจ้าผีไม่มีวันตายมีแต่จะบั่นทอนเรี่ยวแรงของเธอให้หดหาย แต่ชเลไม่มีทางเลือกมากนัก จึงกระชับกระบองเหล็กในมือ กดสวิทซ์เพื่อปล่อยพลังงานไฟฟ้าแรงสูงออกมา พลางวิ่งผ่านเข้าไปข้างในห้องที่คิดว่าเป็นห้องเสบียง ระหว่างนั้นก็ฟาดคอเจ้าซอมบี้ทั้งสามตัวจนชักแหง่กๆ ดิ้นพล่านกลางพื้น

ไฮโวลเทจนี่คงแค่ทำให้มันชาและไร้เรี่ยวแรงสักพัก แต่ไม่ได้มีพลังมากพอให้ถึงตาย เธอจึงต้องรีบเดินลึกเข้าไปภายใน ความสลัวทำให้ที่นี่ดูทะมึนไม่น่าไว้ใจ เมื่อเธอเห็นตู้ขายของอัตโนมัติตรงมุมหนึ่ง ก็พาตัวเองไปใกล้ทันที พลันเสียงประตูก็ปิดปัง เธอหันไปมองอย่างตกใจ

เห็นซอมบี้สองตัวเ